บทความนี้ผมชอบมากครับ เป็นเรื่องราวของชีวิต เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน และคนที่ผมรู้สึกทึ่งในความสามารถและสร้างสรรค์อย่าง สตีฟ จ๊อบส์ ด้วย ทั้งหมดเหล่านี้มารวมกัน ก็คงต้องเก็บบทความนี้ไว้่อ่านครับ (จะจริงไม่จริงอย่างไร ก็เป็นความเชื่อ  เพื่อจะได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงอย่างสร้างสรรค์และเป็นสุขครับ)

MThai News : กลายเป็นกระแสออนไลน์ที่ถูกชาวเนตส่งต่อ และนำมาถกกันในเว็บบอร์ดชื่อดังต่างๆ และยังมีการแชร์ต่อในเฟซบุ๊ก หลังเว็บไซต์ dmc.tv ซึ่งเป็นเว็บของวัดพระธรรมกาย ได้เผยแพร่บทสารคดีเรื่อง สตีฟ จ็อบส์ ตายแล้วไปไหน

โดย บทความในเว็บไซต์ระบุว่า นายโทนี่  ซวง  (Tony  Tseung) วิศวกรอาวุโส  ของบริษัทแอปเปิล จากนครคิวเปอร์ทีโน่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เขียนจดหมายมาถึงเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย พร้อมถามว่า สตีฟ จ็อบส์ ตายแล้วไปไหน

ซึ่งบทความดังกล่าวมีดังนี้

……………………………………………………………………………….

กราบนมัสการท่านเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกายด้วยความเคารพอย่างสูงครับ

ผม โทนี่  ซวง  (Tony  Tseung) เป็นวิศวกรอาวุโส  ของบริษัทแอปเปิล จากนครคิวเปอร์ทีโน่ รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ ผู้คนทั่วโลกได้อาลัยกับการจากไปของบุคคลหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง และอดีตประธานกรรมการบริหาร (CEO) ของบริษัทแอปเปิล ซึ่งมีชื่อเสียงด้วยผลงานนวัตกรรมทางเทคโนโลยี  เช่น  คอมพิวเตอร์แมคอินทอช, Iphone, Ipod, Ipad

เมื่อถึงคราวเปิดตัวสินค้า ใหม่ทีไร ผู้คนจำนวนมากต้องปักหลักเข้าคิวรอยาวเหยียดอยู่หน้าร้านค้าของแอปเปิลในแต่ ละประเทศแบบข้ามวันข้ามคืนแอปเปิลประสบความสำเร็จในระดับโลกได้ถึงขนาดนี้  เพราะบุคคลคนหนึ่งที่คอยขับเคลื่อนงานอย่างมุ่งมั่น นั่นคือ สตีฟ  จ็อบส์ เองครับ

สตีฟ จ็อบส์  เกิดในแคลิฟอร์เนีย  สหรัฐอเมริกา  ในครอบครัวของพ่อแม่บุญธรรม  จนอายุ  17  ปี  เขาเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยได้เพียงแค่เพียงหนึ่งภาคการศึกษาเท่านั้น  เพราะเขาคิดว่าไม่มีวิชาใดในมหาวิทยาลัยที่น่าสนใจสำหรับเขา  ด้วยความเป็นคนคิดนอกกรอบ  เขาจึงร่วมกับเพื่อนก่อตั้งบริษัทแอปเปิลคอมพิวเตอร์ตั้งแต่อายุได้เพียง  21  ปี

ตลอดชีวิตการทำงานของเขา  เขาได้พิสูจน์ฝีมือให้คนในวงการได้ประจักษ์  มิใช่เป็นเพียงผู้สร้างสรรค์เทคโนโลยีหรือสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ  ที่สร้างความสั่นสะเทือนให้แก่โลกเพียงอย่างเดียว  แต่เขาเป็นนักศิลปะ  นักคิด  นักพูดที่โดดเด่น

แต่แล้วปี  2547  ขณะที่เขากำลังสนุกกับงานที่แอปเปิลอยู่นั้น เขาพึ่งรู้ตัวว่า ตนเป็นมะเร็งตับอ่อน  แต่เขาเป็นนักสู้  สู้กับโรคร้ายด้วยการทำงาน โดยไม่ปล่อยบริษัทให้เดินลำพัง  จนเมื่อวันที่  5  ตุลาคม  2554  เขาก็จากโลกนี้ไปพร้อมทิ้งตำแหน่งผู้ร่ำรวยมากที่สุดในอันดับที่ 110  ของโลก  พร้อมด้วยทรัพย์สินมูลค่า  8,300  ล้าน  ดอลล่าร์สหรัฐ  เอาไว้เบื้องหลัง

ท่านเจ้าอาวาสที่เคารพครับ  สาเหตุที่ผมเขียนจดหมายมาเล่าเรื่องเกี่ยวกับสตีฟ จ็อบส์ทั้งหมดนี้  เพราะเขาเป็นชาวพุทธครับ ในสมัยที่สตีฟ จ็อบส์ยังเป็นหนุ่ม เขาเคยเดินทางไปอินเดีย  และทำให้เขาตัดสินใจหันมานับถือพระพุทธศาสนาจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิตเขา สตีฟ จ็อบส์ เคยคิดที่จะออกบวชเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาด้วย แต่เพราะติดโครงการสร้างคอมพิวเตอร์ เขาจึงพลาดโอกาสบวชเป็นพระไปครับ

……………………………………………………………………………….

ฝันในฝัน
หลับตาฝันเป็นตุเป็นตะ ตื่นขึ้นมาหาว 1 ที
แล้วนำมาเล่าให้ฟังเป็นนิยายปรัมปรากันนะจ๊ะ

คำถามข้อที่  1. สตีฟ จ็อบส์ ตายแล้วไปไหน ตอนนี้ตัวเขาเป็นอย่างไรบ้าง

คำตอบ….. ก่อน ที่นักเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยาทั่วโลกจะได้ฟังเรื่องราว Case study ของคุณสตีฟ จ็อบส์นั้น โดยเฉพาะนักเรียนใหม่ เราก็ต้องมาศึกษาเรียนรู้และทำความเข้าใจกันก่อนว่า……


ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใด ตายแล้วไม่สูญ

ชีวิต หลังความตายนั้น มีอยู่จริง   คือ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติ ศาสนา หรือเผ่าพันธุ์ใด หรือจะเป็นเด็กน้อยแรกเกิด   เด็กปานกลาง   หรือเด็กโข่งที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบร้อยปี   ที่ไม่ว่าจะอยู่ ณ มุมใดของโลกนี้   เมื่อละจากโลกนี้ไปแล้ว ก็จะต้องไปบังเกิดใหม่อยู่ในภพภูมิต่างๆ   ซึ่งก็มีทั้งภพภูมิที่เป็นสุคติ หรือภพภูมิที่ดี  และภพภูมิที่เป็นทุคติ หรือภพภูมิที่ไม่ดี   คือพูดง่ายๆ ว่า ตายแล้วไม่สูญนั่นเอง


ชีวิต หลังความตายทั้งหมดขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งสิ้น บุญและบาปตามหลักของกฎแห่งกรรมที่เป็นของสากลซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อ ของศาสนาหรือเผ่าพันธุ์ใด

สำหรับชีวิตหลังความตาย  บทตัดสินว่าใครจะได้ไปอยู่ในภพภูมิที่เป็นสุคติหรือทุคตินั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครที่จะมาพิพากษาตัดสินหรือลิขิตชีวิต แต่ทั้งหมดนั้นขึ้นอยู่กับตัวเองทั้งสิ้น คือก่อนที่จะเสียชีวิต บุคคลนั้นมีใจที่ผ่องใสหรือเศร้าหมอง ซึ่งความผ่องใสและเศร้าหมองของใจแต่ละบุคคลนั้นก็ขึ้นอยู่กำลังของบุญและบาป ที่บุคคลนั้นได้เคยกระทำเอาไว้ในสมัยที่ยังเป็นมนุษย์ ซึ่งบุญและบาปที่กล่าวมานี้ก็คือบุญและบาปตามหลักของกฎแห่งกรรมที่เป็นของ สากลซึ่งไม่ขึ้นอยู่กับความเชื่อของศาสนาหรือเผ่าพันธุ์ใด อุปมาเหมือนกับมือเปล่าที่จับไฟจับยังไงก็ร้อน  คือไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อจะรู้หรือไม่รู้ จับยังไงมันก็ร้อนหรือตรงข้ามเอามือเปล่าจับน้ำแข็ง จับยังไงก็เย็น  คือไม่ว่าจะเชื่อหรือไม่เชื่อจะรู้หรือไม่รู้ จับยังไงมันก็เย็น

ซึ่ง ถ้าหากบุคคลใดมีใจที่ผ่องใสบุคคลนั้นก็จะได้ไปบังเกิดอยู่ในสุคติภูมิ แต่ถ้าหากบุคคลใดมีใจที่เศร้าหมองบุคคลนั้นก็จะต้องไปบังเกิดอยู่ในทุคติ ภูมิ ดังหลักธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ได้ตรัสสอนเอาไว้ว่า

“ จิตเต  อสังกิลิฏเฐ  สุคติ  ปาฏิกังขา   เมื่อจิตผ่องใสไม่เศร้าหมอง   สุคติเป็นที่ไป
จิตเต  สังกิลิฏเฐ  ทุคติ  ปาฏิกังขา   เมื่อจิตเศร้าหมองไม่ผ่องใส   ทุคติเป็นที่ไป ”


รายละเอียดของสุคติภูมิจะมีการแบ่งเป็นชั้นๆ

ซึ่ง รายละเอียดของสุคติภูมิ แบบคร่าวๆ นั้น ก็จะมีการแบ่งเป็นชั้นๆ ตามความผ่องใสของใจว่ามีความผ่องใสมากหรือน้อย ซึ่งถ้าใจของบุคคลใดมีความผ่องใสน้อย คือได้ทำทั้งบุญและบาปตามหลักของกฎแห่งกรรมเอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือถ้าเป็นชาวพุทธก็พูดง่ายๆ ว่า วัดก็เข้าเหล้าก็กิน บุญก็ทำกรรมก็สร้าง  เป็นต้น เมื่อบุคคลเหล่านี้ได้ละจากโลกไปแล้ว พวกเขาก็จะไปบังเกิดอยู่ในภพภูมิที่มีความสุขสบายในระดับเบื้องต้น โดยเริ่มตั้งแต่ภพภูมิของภุมมะเทวา หรือเทวดาที่มีที่อยู่ที่อาศัยซ้อนอยู่ในเมืองมนุษย์ ซึ่งมีลักษณะเป็นภพซ้อนภพ  หรือมิติที่ซ้อนกันอยู่ ไล่เรื่อยไปจนถึงสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกา รุกขเทวา หรือเทวดาที่มีที่อยู่ที่อาศัยอยู่กับต้นไม้  เช่น อยู่ในต้นไม้ หรืออยู่บนต้นไม้  เป็นต้น อากาศเทวา หรือเทวดาที่มีที่อยู่ที่อาศัยลอยอยู่บนอากาศ ไล่เรื่อยไปจนถึง   นาค,   ยักษ์,   คนธรรพ์,   กุมภัณฑ์,  ครุฑที่อยู่ในสวรรค์ชั้นที่ 1 หรือสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกานั่นเอง


บุคคลใดสั่งสมบุญไว้อย่างมากมายในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่เมื่อละจากโลกไป
ก็จะได้ไปบังเกิดอยู่ในภพภูมิที่มีความสวยงาม สว่างไสว

แต่ ถ้าใจของบุคคลใดมีความผ่องใสมาก คือเป็นคนที่มีพื้นฐานจิตใจดี ชอบทำความดี ชอบช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์  และก็ได้สั่งสมบุญต่างๆ  เช่น ทำทาน รักษาศีล เจริญสมาธิภาวนา เป็นต้น เอาไว้อย่างมากมายในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ เมื่อบุคคลเหล่านี้ได้ละจากโลกไปแล้ว พวกเขาก็จะได้ไปบังเกิดอยู่ในภพภูมิที่มีความสวยงาม สว่างไสว และมีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไป เช่น สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานฯ ปรนิมฯ   หรือพรหมโลก เป็นต้น


คนที่มีใจเศร้าหมองเพราะบาปอกุศลที่ได้เคยกระทำเอาไว้ในสมัยที่มีชีวิตอยู่
เมื่อละจะโลกไปก็จะไปบังเกิดอยู่ในทุคติภูมิมีแต่ความมืดมิดเร่าร้อนรุนแรง

ส่วน คนที่มีใจเศร้าหมอง เพราะบาปอกุศลที่ตัวเองได้เคยกระทำเอาไว้ในสมัยที่มีชีวิตอยู่ได้มาห่อหุ้ม ใจ  เช่น ดื่มเหล้า,  เจ้าชู้,  เล่นการพนัน  เป็นต้น เมื่อบุคคลเหล่านี้ได้ละจะโลกไปแล้ว พวกเขาก็จะไปบังเกิดอยู่ในทุคติภูมิ ซึ่งเป็นภพภูมิที่มีแต่ความมืดมิด, เร่าร้อนรุนแรง, เศร้าหมอง, หดหู่, น่าสะพรึงกลัวและมีแต่ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเกินกว่าที่จะบรรยายได้ เช่น ภพภูมิของสัตว์นรก,  เปรต,  อสุรกาย  เป็นต้น เมื่อลูกๆ นักเรียนอนุบาลฯ ได้ศึกษาเรียนรู้หลักวิชชาในการเดินทางไปสู่ปรโลกตามหลักของพระพุทธศาสนาพอ เป็นสังเขปเช่นนี้แล้ว  เราก็มารับฟังเรื่องราว Case Study ของคุณสตีฟ จ็อบส์กันเลย


ก่อนที่คุณสตีฟ จ็อบส์จะเสียชีวิตภายในใจของเขา
ยังเป็นห่วงและกังวลในเรื่องราวต่างๆ มากมาย

ก่อน ที่คุณสตีฟ จ็อบส์จะเสียชีวิตนั้น ภายในใจของเขาก็ยังมีความรู้สึกเป็นห่วงและกังวลในเรื่องราวต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เรื่องครอบครัว ซึ่ง ณ ช่วงเวลานั้นตัวเขาก็ยังอยากที่จะอยู่กับครอบครัวและยังไม่พร้อมที่จะจาก ครอบครัวของเขาไป  หรือ เรื่องของบริษัทที่ตัวเขามีความรู้สึกที่ภาคภูมิใจมากๆ ซึ่งตัวคุณสตีฟ จ็อบส์เอง ก็มีโปรเจ็คต่างๆ ที่ตัวเขาได้แพลน หรือ คิดเอาไว้เยอะแยะมากมาย ซึ่งยังไม่ได้ทำ  อีกทั้งตัวเขาก็ยังมีความรู้สึกที่กังวลว่า “ บริษัทที่ตัวเขาได้ทุ่มเทสร้างมาจะมีอนาคตต่อไปเป็นอย่างไร ”  เป็นต้น   ซึ่งสิ่งที่ตัวเขาคิดคำนึงนั้นก็ได้กลายเป็นภาพที่ติดเข้าไปอยู่ในใจของเขา ซึ่งภาพเหล่านั้นก็มีทั้งภาพที่ทำให้ตัวเขารู้สึกสบายใจ ไม่สบายใจ และกังวลใจ หรือถ้าพูดเป็นภาษาที่พวกเรานักเรียนอนุบาลฯ คุ้นเคยหรือคุ้นหูกันก็คือภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่ทำให้ใจใสและใจหมองนั่นเอง


คุณสตีฟ จ็อบส์รู้สึกเป็นกังวลลึกๆ ว่าเมื่อตัวเขาตายไปแล้ว
ชีวิตหลังความตายของเขาจะเป็นอย่างไร ตัวเขาจะได้ไปอยู่ที่ไหนและที่แห่งนั้นจะเป็นอย่างไร

และ ที่สำคัญมากๆ มากๆ คุณสตีฟ จ็อบส์เองก็รู้สึกเป็นกังวลลึกๆ ว่า “ เมื่อตัวเขาตายไปแล้วชีวิตหลังความตายของเขาจะเป็นอย่างไร ตัวเขาจะได้ไปอยู่ที่ไหน และที่แห่งนั้นจะเป็นอย่างไร หรือว่าจะเป็นอย่างที่อาจารย์ของเขา ซึ่งเป็นชาวญี่ปุ่นและเป็นนักบวชในพระพุทธศาสนา ได้เคยสอนเอาไว้หรือเปล่หรือว่าจะเป็นอย่างอื่น”  เรียกได้ว่าทั้งความไม่แน่ใจ, ความวิตกกังวล, และความผูกพันในเรื่องคน งาน เงิน  และโปรเจ็คต่างๆ  มันได้กลายเป็นความคิดที่วนเวียนอยู่ในใจของคุณสตีฟ จ็อบส์ ณ ช่วงเวลานั้นอยู่ตลอดเวลา


ช่วงเวลาที่คุณสตีฟ จ็อบส์กำลังจะจากโลกนี้ไป
ภาพต่างๆ เช่น ความปลื้มใจ ความไม่ปลื้มใจก็ได้มาปรากฏฉายอยู่ภายในใจ

ดัง นั้น จึงทำให้ ณ ช่วงเวลาที่คุณสตีฟ จ็อบส์กำลังจะจากโลกนี้ไป ภาพของความวิตกกังวลและภาพของความทรงจำที่มีทั้งความสุข ความทุกข์ ความปลื้มใจ ความไม่ปลื้มใจ ก็ได้มาปรากฏฉายอยู่ภายในใจของเขา ซึ่งภาพต่างๆ เหล่านั้น ก็มีทั้งภาพที่ทำให้ใจของเขาเศร้าหมอง,  ภาพที่ทำให้ใจของเขาผ่องใส  และภาพที่ทำให้ใจของเขาไม่เศร้าหมองไม่ผ่องใสสลับปะปนกันไป  ซึ่งภาพที่ทำให้ใจของเขาเศร้าหมอง ก็คือ ภาพที่ตัวเขาเป็นคนขี้โมโห,  หงุดหงิดง่าย  ชอบใช้อารมณ์รุนแรงและโหวกเหวกโวยวายกับลูกน้องที่ทำอะไรไม่ค่อยได้ดั่งใจ หรือไม่ถูกใจตัวเขาอยู่เป็นประจำ คือบอกให้ทำอย่าง ก็ไปทำอีกอย่าง  หรือบอกให้ทำอย่างเดียว ก็ไปทำหลายอย่าง หรือพูดง่ายๆ ว่า ผิดสเป็กตลอด เป็นต้น


ภาพที่ทำให้ใจของเขาไม่เศร้าหมองไม่ผ่องใส
คือภาพที่ตัวเขาไปทำงานหรืออยู่กับครอบครัว

ส่วน ภาพที่ทำให้ใจของเขาผ่องใส ก็คือภาพที่ตัวเขาได้บริจาคทรัพย์และสิ่งของให้กับองค์กรการกุศล   รวมถึงภาพที่ตัวเขาได้ให้ความรู้เป็นวิทยาทานแก่เพื่อนร่วมงานและนิสิตนัก ศึกษาตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นต้น ส่วนภาพที่ทำให้ใจของเขาไม่เศร้าหมองไม่ผ่องใส ก็คือภาพที่ตัวเขาไปทำงาน หรืออยู่กับครอบครัว เป็นต้น


หลังจากที่คุณสตีฟ จ็อบส์ได้ละจากโลกนี้ไปแล้ว
ก็ได้ไปบังเกิดใหม่เป็นเทพบุตรภุมมะเทวา

และ ด้วยความที่ใจของเขามีทั้งความเศร้าหมอง ทั้งความผ่องใส และทั้งความไม่เศร้าหมองไม่ผ่องใสปนเปกันไป กอปรกับตัวเขาก็ยังมีความผูกพันกับหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างบนโลกมนุษย์นี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคน งาน  เงิน และโปรเจ็คต่างๆ เป็นต้น เมื่อเหตุดังกล่าวได้มาส่งผลรวมกับอัธยาศัยพื้นฐานของตัวเขาซึ่งเป็นคนที่มี ความรู้ความสามารถทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และสุนทรียภาพทางศิลปะสูงมาก คือเป็นคนที่ชอบอยู่กับสิ่งของที่สวยงาม และชอบความเพอร์เฟ็ค จึงส่งผลทำให้หลังจากที่คุณสตีฟ จ็อบส์ได้ละจากโลกนี้ไปแล้ว ตัวเขาก็ได้ไปบังเกิดใหม่เป็น “ เทพบุตรภุมมะเทวาระดับกลางสายวิทยาธรกึ่งยักษ์ ” ที่มีที่อยู่ที่อาศัยซ้อนอยู่บนโลกมนุษย์ใกล้ๆ กับที่ทำงานเดิมของตัวเขาในทันที


ภุมมะเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์  เวลาโกรธ ก็จะมีเขี้ยวงอกออก
แต่ไม่เหมือนกับเขี้ยวที่เราเข้าใจกันจากหนัง เช่น เขี้ยวของแวมไพร์

เมื่อ มาถึงจุดนี้ลูกๆ นักเรียนอนุบาลฯ ก็คงอยากที่จะรู้ว่า “ ภุมมะเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์ ” นั้นมีลักษณะเป็นอย่างไร สำหรับภุมมะเทวาสายวิทยาธรกึ่งยักษ์นั้นก็คือภุมมะเทวาที่มีอัธยาศัย 2 อย่างมาผสมผสานกัน  ได้แก่ อัธยาศัยของวิทยาธรที่รักในการเรียนรู้ศาสตร์และความรู้ต่างๆ  กับอัธยาศัยของยักษ์ที่มักโกรธ  ขี้โมโห และหงุดหงิดง่าย ดังนั้น เมื่ออัธยาศัยทั้งสองอย่างดังกล่าว หรืออัธยาศัยที่รักในการเรียนรู้กับอัธยาศัยที่มักโกรธ ได้มาผสมผสานกันแล้ว จึงทำให้ภุมมะเทวาสายนี้มีลักษณะเป็นวิทยาธรกึ่งยักษ์นั่นเอง

โดย เฉพาะเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ จะมีลักษณะกายเหมือนกับเทพบุตรภุมมะเทวาระดับกลาง  เพียงแต่ผิวของเขาจะเป็นสีดำอมแดงมีเลือดฝาดและหยาบกว่าผิวของเทพบุตรภุมมะ เทวาระดับกลาง ซึ่งโดยปกติทั่วไปภุมมะเทวาระดับกลางจะมีผิวขาว  ผ่องใสและละเอียดกว่าผิวของมนุษย์ ซึ่งถ้าจะอุปมาให้เห็นภาพกันแบบชัดๆ ผิวของภุมมะเทวาระดับกลางก็จะมีความละเอียดและนุ่มนวลละม้ายคล้ายกับสำลีที่ นุ่มๆ   ส่วนผิวของเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ซึ่งเป็นภุมมะเทวาระดับกลางสายวิทยาธรกึ่งยักษ์  จะมีความละเอียดคล้ายกับฟองน้ำ อีกทั้งเวลาโกรธ เทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ก็จะมีเขี้ยวงอกออกมาอีกด้วยซึ่งในเวลาปกติตัวเขาจะไม่มีเขี้ยวงอกออก มา ซึ่งเขี้ยวที่งอกออกมานี้จะมีรายละเอียดอีกเยอะแยะมากมาย และไม่เหมือนกับเขี้ยวที่พวกเราเข้าใจกันจากหนังหรือภาพยนตร์ที่เคยได้ดูได้ ชมหรือคิดคำนึงกัน  เช่น เขี้ยวของแวมไพร์  หรือเขี้ยวของแดร็กคิวล่า  เป็นต้น


วิมานของท่านเทพบุตรใหม่มีลักษณะเรียบๆ ง่ายๆ ขนาดปานกลาง

ส่วน วิมานหรือที่อยู่ที่อาศัย ของท่านเทพบุตรใหม่จะมีลักษณะเป็นวิมานที่เรียบๆ ง่ายๆ ขนาดปานกลาง ที่สูงประมาณตึก 6 ชั้น ซึ่งตัววิมานจะประกอบด้วยโลหะสีเงินสีขาวและแก้วผลึกขนาดใหญ่ที่มีขอบ เขตกว้างขวาง   และอยู่ไม่ไกลจากที่ทำงานเดิมในสมัยที่ตัวเขายังเป็นมนุษย์  ซึ่งโดยรอบวิมานของท่านเทพบุตรใหม่จะมีวิมาน ของเหล่าภุมมะเทวาที่มีความชอบคล้ายๆ กันอยู่หลายวิมาน นอกจากนี้ ท่านเทพบุตรใหม่ยังมีบริวารอันเป็นทิพย์ที่คอยรับใช้ดูแลอยู่ประมาณ 20 ตน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เกิดจากผลแห่งบุญที่ตัวเขาได้เคยทำบุญแบบสงเคราะห์โลกเอา ไว้ในสมัยที่ตัวเขายังเป็นมนุษย์ เช่น บริจาคทั้งเงิน สิ่งของ ความรู้ให้แก่ผู้อื่นและสังคม  เป็นต้น


ภายหลังจากที่คุณสตีฟ จ็อบส์เสียชีวิตไปแล้ว
ตัวเขามีความรู้สึกเหมือนกับหลับแล้วตื่นขึ้นบนเตียงกลางวิมาน

และ เมื่อมาถึงจุดนี้ลูกๆ นักเรียนอนุบาลฯ ก็คงอยากจะรู้ว่า “ หลังจากที่คุณสตีฟ จ็อบส์ ได้เสียชีวิตไปแล้ว   วินาทีแรกที่ตัวเขาได้ลืมตาขึ้นม แล้วก็แปรเปลี่ยนไปเป็นเทพบุตรภุมมะเทวานั้น ตัวเขาจะมีความรู้สึกอย่างไร และจากวันเวลาที่ผ่านมา ในช่วง 10 เดือนหลังจากที่ตัวเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว ชีวิตความเป็นอยู่เขาในภพภูมิใหม่แห่งนี้จะน่าสนุกขนาดไหน ตัวเขาจะได้ไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนบ้านภุมมะเทวาที่อยู่ในหมู่บ้านภุมมะเท วาแห่งนั้นหรือไม่ อย่างไร” ก็ไม่ทราบว่าลูกๆ นักเรียนอนุบาลอยากที่จะฟังกันตอนนี้เลยหรือเปล่า ภายหลังจากที่คุณสตีฟ จ็อบส์เสียชีวิตไปแล้ว ตัวเขาก็มีความรู้สึกเหมือนกับหลับแล้วตื่นขึ้นบนเตียงซึ่งตั้งอยู่กลาง วิมาน ของตัวเขาและทันทีที่ตัวเขาได้ลืมตาขึ้นตัวเขาก็รู้สึกตื่นตา ตื่นใจและประหลาดใจกับทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่โดยรอบเป็นอย่างมาก นอกจากตัวเขาจะมีความรู้สึกเช่นนั้นแล้วตัวเขายังรู้สึกอีกว่า “ โอ้ช่างอัศจรรย์เหลือเกิน  อาการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งที่ตัวเขาเป็นอยู่มันได้หายไปเป็นปลิดทิ้งแล้ว อีกทั้งตัวเขายังแลดูหนุ่มขึ้นและหล่อขึ้นไปกว่าเดิมอีกด้วย ซึ่งในตอนนั้นตัวเขาจะแลดูเหมือนกับชายหนุ่มที่มีอายุประมาณ 35-40 ปี ”


เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ก็ได้มีหัวหน้าของเหล่าบริวาร
มากล่าวต้อนรับตัวเขา แล้วก็ได้แนะนำสังคมใหม่

และ เมื่อเวลาผ่านไปได้สักพักหนึ่ง ซึ่งก็ไม่นานนักก็ได้มีหัวหน้าของเหล่าบริวารมากล่าวต้อนรับตัวเขา แล้วก็ได้แนะนำสังคมใหม่ หรือสังคมภุมมะเทวาแห่งนี้ให้ตัวเขาได้รู้จักจากนั้นหัวหน้าของเหล่าบริวาร ก็ได้พาท่านเทพบุตรสตีฟ  จ็อบส์ ไปชมทิพยสมบัติที่อยู่ในตัววิมาน ซึ่งตัวท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ ก็รู้สึกตื่นเต้นและอัศจรรย์ใจในทิพยสมบัติต่างๆ เหล่านั้นเป็นอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่น เตียงที่ใช้นอน ก็เป็นเตียงที่เรียบหรูดูดีมีสไตล์ไฮคลาส แถมยังลอยได้อีกด้วย ไม่เพียงแค่นั้นในเวลาที่ตัวเขาอยากจะฟังเพลงที่เขาชอบ เพลงดังกล่าวก็จะค่อยๆ ดังขึ้นมาเองแบบเป็นอัตโนมัติ โดยที่ไม่ต้องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์ใดๆ เหมือนอย่างในโลกมนุษย์นี้เลย   หรือในยามที่ตัวเขาต้องการจะรับประทานอาหาร ก็จะมีเหล่าบริวารนำอาหารที่เขาชอบมาให้ตัวเขาได้รับประทาน โดยที่ไม่ต้องเอ่ยปากบอกใครเลย เป็นต้น เรียกได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่วิมานแห่งนี้ ช่างเพอร์เฟ็คและไฮเทค   อีกทั้ง ยังตอบสนองความต้องการของเขาในสมัยที่ตัวเขายังมีชีวิตอยู่อย่างสุดๆ


ท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์รู้สึกตื่นตา ตื่นใจ
และอัศจรรย์ใจกับทิพยสมบัติเหล่านั้นอย่างสุดๆ

และ หลังจากที่หัวหน้าของเหล่าบริวารได้พาท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ไปชมทิพยสมบัติที่อยู่ในตัววิมานบางส่วนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หัวหน้าของเหล่าบริวารก็ได้พาตัวเขาไปชมทิพยสมบัติต่างๆ ที่อยู่ภายนอกตัววิมาน ไม่ว่าจะเป็นประติมากรรม สวนและสระ เป็นต้น และเมื่อตัวเขาได้เห็นทิพยสมบัติเหล่านั้นแล้ว ตัวเขาก็รู้สึกตื่นตา ตื่นใจและอัศจรรย์ใจกับทิพยสมบัติเหล่านั้นอย่างสุดๆ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแล้วแต่ไฮเทค สวยงามและเรียบง่าย ซึ่งโดนใจตัวเขามากๆ


เมื่อมาถึงวันพระใหญ่ขึ้น 15 ค่ำในเมืองมนุษย์ก็ได้มีเพื่อนภุมมะเทวามาหา
ท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์เพื่อเชิญให้ไปประชุมร่วมกับเพื่อนๆและพบกับหัวหน้าหมู่บ้าน

และ เมื่อวันเวลาผ่านไปจนกระทั่งมาถึงวันที่พระจันทร์เต็มดวง หรือวันพระใหญ่ขึ้น 15 ค่ำในเมืองมนุษย์ ก็ได้มีเพื่อนบ้านภุมมะเทวาที่มีวิมานอยู่ติดกันมาหาท่านเทพบุตรสตีฟ  จ็อบส์ถึงที่วิมานของเขา เพื่อเชิญให้เขาไปประชุมร่วมกับเพื่อนๆ ภุมมะเทวาและพบกับหัวหน้าหมู่บ้าน ซึ่งภุมมะเทวาที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้.จะมีการประชุมร่วมกันในทุกๆ วันที่พระจันทร์เต็มดวง หรือในทุกๆ วันพระใหญ่ขึ้น 15 ค่ำในเมืองมนุษย์นั่นเอง เมื่อท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ได้ทราบเช่นนั้นแล้ว ตัวเขาก็เกิดความรู้สึกสนใจและอยากที่จะรู้ว่า จะมีสิ่งใดเกิดขึ้นในที่ประชุมแห่งนั้นบ้าง


หัวหน้าหมู่บ้านภุมมะเทวาได้พูดถึงเรื่องกฎระเบียบและข้อปฏิบัติต่างๆ
ว่า สิ่งไหนควรทำ และสิ่งไหนไม่ควรทำ ให้ท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ได้รับทราบ

และ เมื่อท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ได้ไปถึงที่ประชุมแห่งนั้นแล้ว เพื่อนบ้านภุมมะเทวาที่มีวิมานอยู่ติดกับวิมานของเขาก็ได้แนะนำตัวเขาให้หัว หน้าหมู่บ้านและเพื่อนๆ ภุมมะเทวาทุกท่านได้รู้จักจากนั้นหัวหน้าหมู่บ้านภุมมะเทวาแห่งนั้นก็ได้พูด ถึงเรื่องกฎระเบียบและข้อปฏิบัติต่างๆ ให้กับท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ได้รับทราบว่า “สิ่งไหนควรทำ และสิ่งไหนไม่ควรทำ” ซึ่งหลังจากที่การประชุมได้เสร็จสิ้นลงแล้วท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ก็ได้รีบกลับมายังวิมานของตัวเขาเอง เพราะตัวเขายังรู้สึกตื่นเต้นกับสิ่งต่างๆ หรือทิพยสมบัติ ที่อยู่ภายในวิมานของเขา


เพื่อนบ้านภุมมะเทวาหลายๆ ท่าน
แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ที่วิมาน

ภาย หลังจากที่ท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ ได้เป็นที่รู้จักของเพื่อนๆ ภุมมะเทวาที่อยู่ในหมู่บ้านภุมมะเทวาแห่งนั้นแล้ว ก็ได้มีเพื่อนบ้านภุมมะเทวาหลายๆ ท่านแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ที่วิมานของเขาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งเพื่อนบ้านภุมมะเทวาเหล่านั้นก็มักจะกล่าวชื่นชมเกี่ยวกับเรื่องผลงาน ของท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ในเมืองมนุษย์ที่ได้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นกับโลกใบนี้


ภุมมะเทวาชอบติดตามผลงานของพวกเขาอยู่เรื่อยๆ แล้วก็จะพยายามไปดลจิตดลใจ
คนที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้มุ่งมั่นพัฒนางานและทำในสิ่งที่พวกเขาได้ตั้งใจเอาไว้

ซึ่ง เรื่องราวการพูดถึงผลงานของกันและกันนั้นก็เป็นเรื่องธรรมดา สำหรับภุมมะเทวาที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านภุมมะเทวาแห่งนี้ ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะภุมมะเทวาแต่ละท่านที่อยู่ในหมู่บ้านภุมมะเทวา แห่งนี้ก็ล้วนแล้วแต่มีผลงานเด่นๆ ดังๆ ที่ตัวเองได้เคยสร้างสรรค์เอาไว้ในสมัยที่ยังมีชีวิตอยู่ทั้งสิ้น ดังนั้น ภุมมะเทวาแต่ละท่านจึงมักจะชอบเอาผลงานของตัวเองมาคุยให้กับเพื่อนๆ ภุมมะเทวาท่านอื่นๆ ได้ฟังกันอย่างสนุกสนาน นอกจากนั้นพวกเขาก็จะชอบติดตามผลงานของพวกเขาอยู่เรื่อยๆ แล้วพวกเขาก็จะพยายามไปดลจิตดลใจคนที่ยังมีชีวิตอยู่ ให้มุ่งมั่นพัฒนางานและทำในสิ่งที่พวกเขาได้ตั้งใจเอาไว้ ซึ่งถ้าหากคนเหล่านั้นสามารถทำในสิ่งที่พวกเขาตั้งใจเอาไว้ได้จนกระทั่ง ประสบความสำเร็จ พวกเขาก็จะเกิดความรู้สึกภาคภูมิใจแล้วก็จะนำความสำเร็จของเรื่องนี้ไปคุย ให้เพื่อนๆ ภุมมะเทวาได้รับฟังกันอย่างถ้วนหน้า


ช่วง 10 เดือนที่ผ่านมานี้ท่านเทพบุตรสตีฟจ็อบส์
ไม่ได้มีอารมณ์โกรธเกิดขึ้นเลย

ซึ่ง ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมานี้ท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ ก็ไม่ได้มีอารมณ์โกรธเกิดขึ้นเลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เป็นเพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวเขานั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่ตัวเขาชอบและตอบสนองความใช่ของตัวเขาทั้ง หมด เรียกได้ว่ามองไปทางไหน ตัวเขาก็รู้สึกถูกใจชอบใจ และสุขใจไปหมดเลย เมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ตัวเขาไม่มีโอกาสได้โชว์เขี้ยวของเขาเลย หรือพูดง่ายๆ ว่าเขี้ยวของเขายังไม่ได้ทำงานหรือยังไม่ได้งอกออกมาให้ใครได้เห็นเลยนั่น เอง


ใจของเขาบังเกิดความสว่างไสวขึ้นมา แหล่งกำเนิดแสงสว่างมาจาก
คนกลุ่มหนึ่งที่ได้สร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวให้กับตัวเขา

ซึ่ง ในระหว่างที่ท่านเทพบุตรสตีฟ จ็อบส์ กำลังเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตอยู่ในสังคมภุมมะเทวาแห่งนั้นก็ได้มีกระแสธาร แห่งบุญจากที่แห่งหนึ่ง ไปเชื่อมจรดที่ศูนย์กลางกายของท่านเทพบุตรใหม่สตีฟ จ็อบส์  ซึ่งทันทีที่กระแสบุญดังกล่าวได้ไปจรดเชื่อมที่ศูนย์กลางกายของเขา ก็เป็นผลทำให้ใจของเขาบังเกิดความสว่างไสวขึ้นมาในทันที แล้วภาพของแหล่งกำเนิดแสงสว่าง ที่มาจากคนกลุ่มหนึ่งที่ได้สร้างองค์พระธรรมกายประจำตัวให้กับตัวเขาและก็ นึกถึงเขาก็ได้ไปปรากฏฉายขึ้นภายในใจของเขา

และเมื่อท่านเทพบุตรใหม่ สตีฟ จ็อบส์ได้เห็นภาพของการทำบุญดังกล่าวแล้ว ตัวเขาก็ยังไม่รู้ว่าคืออะไรดังนั้นตัวเขาจึงไม่ได้อนุโมทนาบุญกับคนเหล่า นั้นอีกทั้งตัวเขาก็ไม่รู้ว่าจะอนุโมทนาอย่างไรด้วย แต่สิ่งที่ตัวเขารับรู้ได้ในตอนนั้นก็คือตัวเขารู้สึกดีใจ ชอบใจ และเป็นสุขใจ เมื่อตัวเขารู้สึกเช่นนั้นตัวเขาจึงได้นึกขอบคุณคนเหล่านั้นด้วยความรู้สึก ที่อิ่มเอิบเบิกบานใจนั่นเอง

ส่วนคำถามข้อต่อไป ที่ถามว่าบุพกรรมใดที่ทำให้คุณสตีฟ จ็อบส์ต้องมาเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งตับอ่อนในภพชาติปัจจุบันนี้ เราก็คงจะต้องมาติดตามกันต่อในตอนต่อไป

…………………………………………………………………………………

อย่างไรก็ตาม ทางเว็บ dmc.tv ได้โพสต์ข้อความชี้แจงไว้ในตอนต้นของบทความดังกล่าวว่า

ชี้แจงเรื่อง การนำเสนอเนื้อหา สตีฟ จ็อบส์ ตายแล้วไปไหน ของเว็บไซต์ต่างๆ

เนื่อง จากทางสถานีโทรทัศน์ DMC ได้มีการนำเสนอเนื้อหาเรื่อง Where is Steve Jobs และได้มีเว็บไซต์ต่างๆ สรุปเนื้อหา Where is Steve Jobs ไปในไว้ในเว็บไซต์ของตน ซึ่งเป็นการสรุปเนื้อหาดังกล่าวนั้น เป็นการสรุปโดยความเห็นส่วนตัว  ซึ่งอาจมีการเพิ่มตัดแต่งประเด็น หรือเสริมความเห็นส่วนตัวเข้าไป ทำให้เนื้อหาในบางเว็บไซต์ผิดพลาดและไม่สมบูรณ์

จึงขอให้ผู้อ่านใช้ วิจารณญาณและเทียบเคียงกับต้นฉบับจากทาง dmc.tv ทั้งนี้ทางเว็บ dmc.tv ได้นำเสนอเนื้อหาต้นฉบับที่ถูกต้องไว้แล้ว ผู้อ่านสามารถอ้างอิงได้จากลิงค์ บทความนี้

เรื่องราว Where is Steve Jobs เป็นความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติสมาธิ(Meditation)ในพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ซึ่งเมื่อฝึกปฏิบัติจนเชี่ยวชาญชำนาญแล้ว ผู้ปฏิบัติจะสามารถรู้เห็นเรื่องราวกฎแห่งกรรม, การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งได้นำมาถ่ายทอดให้เข้าใจง่ายๆ ในรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา โดยพระเทพญาณมหามุนี (เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย) เพื่อให้เข้าใจถึงเรื่องราวความจริงของชีวิตว่า เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน อะไรเป็นเป้าหมายของชีวิต นำไปสู่ผลการปฏิบัติของผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังเกิดความเกรงกลัวต่อบาป รักในการทำบุญกุศล รักการปฏิบัติธรรมสืบไป

เรื่องราว Where is Steve Jobs นี้เป็นเพียงทรรศนะหนึ่งเท่านั้น ผู้ฟังมีสิทธิ์ที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้

…………………………………………………………………………………

และระบุในตอนท้ายว่า

เรื่อง ราว ปรโลกนิวส์ ตอน สตีป จ็อบส์ ตายแล้วไปไหน เป็นความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติสมาธิในพระพุทธศาสนา วิชชาธรรมกาย ซึ่งเมื่อฝึกปฏิบัติจนเชี่ยวชาญชำนาญแล้ว ผู้ปฏิบัติจะสามารถรู้เห็นเรื่องราวกฎแห่งกรรม, การเวียนว่ายตายเกิดของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ซึ่งได้นำมาถ่ายทอดให้เข้าใจง่ายๆ ในรายการโรงเรียนอนุบาลฝันในฝันวิทยา โดยพระเทพญาณมหามุนี (เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย) เพื่อให้เข้าใจถึงเรื่องราวความจริงของชีวิตว่า เกิดมาทำไม ตายแล้วไปไหน อะไรเป็นเป้าหมายของชีวิต นำไปสู่ผลการปฏิบัติของผู้ฟัง ทำให้ผู้ฟังเกิดความเกรงกลัวต่อบาป รักในการทำบุญกุศล รักการปฏิบัติธรรมสืบไป

เรื่องราว ปรโลกนิวส์ ตอน สตีฟ จอบส์ ตายแล้วไปไหน นี้เป็นเพียงทรรศนะหนึ่งเท่านั้น ผู้ฟังมีสิทธิ์ที่จะเชื่อหรือไม่ก็ได้

แสดงความคิดผ่าน Facebook